ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมช คืออะไร

ตะแกรงไวร์เมช หรือ เหล็กไวร์เมช เป็นตะแกรงเหล็กชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นเป็นแผง หรือม้วน ใช้ทดแทนการผูกเหล็กตะแกรงเพื่อเทพื้นแบบในสมัยก่อน

ตะแกรงไวร์เมชผลิตจากเหล็กเส้นกลม และเหล็กเส้นข้ออ้อยแล้วแต่ความต้องการใช้งาน และโรงงานผู้ผลิต

โดยตะแกรงไวร์เมชจะใช้รองพื้น ก่อนเทคอนกรีตทับ ไวร์เมชจะฝังอยู่ในพื้นปูน ช่วยในการรองรับน้ำหนัก ช่วยให้พื้นปูนคอนกรีตยึดเกาะกันได้มากขึ้น ป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต ช่วยรับน้ำหนักของพื้น โดยตะแกรงไวร์เมชในการก่อสร้างพื้นคอนกรีตแทบทุกชนิด เช่น พื้นอาคาร, พื้นโรงงาน, พื้นบ้าน , พื้นปั๊มน้ำมัน , หรือที่ใช้ไวร์เมชมากอีกชนิดก็คือ งานถนนคอนกรีต ก็ใช้ไวร์เมชในการรองพื้นถนนคอนกรีตเช่นกัน

ในปัจจุบันตะแกรงไวร์เมชมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้รับมาตรฐาน มอก. เลขที่ 737-2549 สำหรับตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต หรือตะแกรงไวร์เมช

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชมาตรฐาน มอก.

ตะแกรงไวร์เมชใช้ทำอะไร

ตะแกรงไวร์เมชใช้สำหรับรองพื้นก่อเทคคอนกรีต โดยตะแกรงไวร์เมชจะฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักของพื้น ป้องกันการแตกร้าว ช่วยยึดเกาะคอนกรีตได้ดีขึ้น 

ตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมชมีขนาดเท่าไหร่บ้าง

ตะแกรงไวร์เมช จะมีขนาดของเหล็กเส้น หลายขนาดที่นำมาอาร์คติดกันป็นแผง โดยตะแกรงไวร์เมช ผลิตจากลวดขนาดต่างๆ ดังนี้

ขนาดลวดที่ใช้ผลิตตะแกรงไวร์เมช
– 2.8 มม.
– 3.0 มม.
– 3.2 มม.
– 4 มม.
– 6 มม.
– 9 มม.
– 10 มม.
– 12 มม.

เป็นต้น โดยขนาดของเหล็กเส้น ที่นำมาผลิตไวร์เมชจะแตกต่างกันแล้วแต่โรงงานผู้ผลิต

ขนาดช่องของตะแกรงไวร์เมช (@)
ขนาดช่อง หรือตา หรือที่เรียกว่า @ ของตะแกรงไวร์เมช มีหลายขนาดดังนี้
– 10×10 ซม.
– 15×15 ซม.
– 20×20 ซม.
– 25×25 ซม.
– 30×30 ซม.

โดยขนาดช่องของตะแกรงไวร์เมช จะแตกต่างกันแล้วแต่โรงงานผู้ผลิต และความต้องการของหน้างาน


ตะแกรงไวร์เมชมีแบบไหนบ้าง

ตะแกรงไวร์เมช มี 2 แบบหลักๆ ดังนี้

ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

เป็นตะแกรงไวร์เมช ที่ผลิตในรูปแบบม้วน มีขนาดลวดเหล็กที่ผลิตตะแกรงไวร์เมช ขนาดเล็ก ตั้งแต่ 2.8 มม. – 6 มม. เพราะเป็นลวดเหล็กเส้นเล็ก สามารถผลิตแล้วม้วนได้ ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วนมีให้เลือกหลายขนาด และขนส่งง่าย สามารถขนส่งง่ายด้วยรถกระบะ ก็สามารถขนส่งได้

ขนาดม้วน ของตะแกรงไวร์เมช มีขนาดดังนี้

  • 2×25 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 25 เมตร)
  • 2×50 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 50 เมตร)

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน
ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

เป็นตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดลวด เส้นใหญ่ตั้งแต่ 6 มม. ขึ้นไป เนื่องด้วยตะแกรงไวร์เมชแบบแผง ผลิตจากลวดเหล็กขนาด 6 มม. ขึ้นไป จึงไม่สามารถม้วนได้ จึงผลิตในรูปแบบแผง ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง ผลิตจากเหล็กเส้น 6 มม. – 12 มม. โดยมีขนาดแผงดังนี้

ขนาดแผงของตะแกรงไวร์เมช
– 2×6 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 6 เมตร)
– 3×6 เมตร (กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร)
– 3×10 เมตร (กว้าง 3 เมตร ยาว 10 เมตร)

เป็นต้น

โดยตะแกรงไวร์เมชแบบแผง จะเป็นตะแกรงไวร์เมชที่มักจะสั่งผลิตพิเศษ และผลิตตามความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นจึงควรสั่ง จากผู้ผลิตไวร์เมชที่ได้มาตรฐาน และมีรถขนส่งที่สามารถขนส่งได้

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง
ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

ข้อมูลเพิ่มเติม :


การเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช

ในการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช ต้องสั่งซื้อตามการใช้งานในหน้างาน เช่น
– ตะแกรงไวร์เมช 2.8 มม. – 4 มม. ใช้สำหรับพื้นบ้าน หรืออาคารที่รองรับน้ำหนักไม่มากนัก
– ตะแกรงไวร์เมช 4-6 มม. เป็นตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะสำหรับงานพื้นถนนคอนกรีต โดยบางครั้งการทำถนนคอนกรีตก็ใช้ตะแกรงไวร์เมชขนาด 4 มม.
ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชงานถนนคอนกรีต

– ตะแกรงไวร์เมช ขนาด 8-12 มม. เป็นตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะสำหรับงานพื้นคอนกรีตที่รับน้ำหนักมาก เช่นพื้นปั๊มน้ำมัน , ลานจอดรถบรรทุก , พื้นโกดัง ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

โดยข้อสำคัญในการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมชคือ ต้องเลือกตะแกรงไวร์เมชที่ได้มาตรฐาน มอก. เลขที่ 737-2549 ซึ่งเป็นมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กตะแกรงไวร์เมช

 

ข้อมูลเพิ่มเติม



contact01

สัญลักษณ์หรือตัวเลขและความหมายบนเหล็กเส้น

สัญลักษณ์หรือตัวเลขและความหมายบนเหล็กเส้น

สวัสดีครับ หลายท่านคงเคยซื้อเหล็กเหล็กเส้นทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม มาใช้งานคงเคยเห็นสัญลักษณ์หรือรหัสบนเหล็กเส้นกลม และเหล็กเส้นข้ออ้อย

วันนี้เรามาดูความหมายของสัญลักษณ์บนเหล็กเส้นกัน

สัญลักษณ์และความหมายบน เหล็กเส้นข้ออ้อย
1.YYS
ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า

2.DB20
ขนาดของเหล็กเส้นข้ออ้อย

  • DB12
  • DB16
  • DB20
  • DB25
  • DB28
  • DB32

3.SD50
ชั้นคุณภาพ

– SD40 – SD50

50 คือค่ากำลังรับแรงดึง ขั้นต่ำ 5,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (kg/cm²) หรือ 500 เมกะพาสคาล (MPa)

ตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 กำหนดไว้ว่า:
– SD30 = 300 MPa
– SD40 = 400 MPa
– SD50 = 500 MPa (ซึ่งถือว่าเป็นเหล็กกำลังสูง ใช้กับโครงสร้างขนาดใหญ่)

 

4. T (ใน SD50T)
ตัวอักษร “T” มักหมายถึงว่าเป็น เหล็กผ่านการอบคืนไฟ (Tempered) ช่วยเพิ่มความเหนียว ลดการเปราะขาดง่าย หรืออาจหมายถึงเหล็กที่ผลิตด้วยกรรมวิธี Thermo-Mechanical Treatment (TMT) ขึ้นกับผู้ผลิต

5. EF
สัญลักษณ์แสดงกรรมวิธีการผลิต เหล็กที่ผลิตจากเตา อาร์คไฟฟ้า EAF


สัญลักษณ์และความหมายบนเหล็กเส้นกลม
1.YYS
ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า

2.RB12
ขนาดของเหล็กเส้นกลม

  • RB6
  • RB9
  • RB12
  • RB15 – RB19 – RB25

3.SR24
ชั้นคุณภาพของเหล็กเส้นกลม SR24
เหล็กชั้นคุณภาพ SR24 เหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดกลาง

4.EF

สัญลักษณ์แสดงกรรมวิธี การผลิต เหล็กที่ผลิตจากเตาอาร์คไฟฟ้า EAF


contact01

5 ข้อดีของการใช้เหล็ก H-Beam ทำโครงสร้างอาคาร

5 ข้อดีของการใช้เหล็ก H-Beam ทำโครงสร้างอาคาร

เหล็ก H Beam เป็นเหล็กโครงสร้างที่มีรูปร่างคล้ายตัว H มีความแข็งแรงสูง นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคาร(อาคารโครงสร้างเหล็ก) เช่นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ,โกดัง, ร้านสรรพสินค้า ,หรือแม้กระทั่งบ้านเรือน และอื่นๆ โดยขนาดของเหล็ก H Beam ที่ใช้นั้นต้องคำนึงถึง ขนาดของอาคาร , การรับน้ำหนักของเหล็ก และงบประมาณของการก่อสร้าง

โดยปกติเหล็ก H-Beam จะนิยมนำมาใช้สร้างอาคาร ในส่วนของเสาและคาน และอื่นๆ ตามการออกแบบ

เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร

การก่อสร้างอาคารโดยใช้เหล็ก H-Beam เป็นเหล็กโครงสร้างมีข้อดีหลายข้อ ดังนี้

1.ก่อสร้างได้รวดเร็ว

เหล็กเอชบีม ประกอบและติดตั้งง่าย ไม่ต้องก่ออิฐ ฉาบปูน สามารถตั้งเสา หรือคาน เป็นโครงสร้างได้เลย ทำให้ง่ายต่อการก่อสร้าง สะดวกและรวดเร็วมากกว่าการก่ออิฐ หรือทำเสาปูน

 

2.สามารถโชว์โครงสร้าง

ข้อดีอีกข้อของโครงสร้างเหล็กเอชบีมคือ สามารถโชว์เสาเหล็ก หรือคานเหล็กของอาคารได้ ทำให้อาคารดูโปร่ง โล่ง และทันสมัย เสามีขนาดไม่ใหญ่

 

3.ออกแบบได้หลากหลาย

การก่อสร้างอาคารโดยใช้เหล็กเอชบีม เป็นเหล็กโครงสร้างนั้นง่ายต่อการประกอบและติดตั้ง ทำให้สามารถออกแบบอาคารได้หลากหลายทรง ตามการออกแบบของสภาปนิก โดยในบ้านสมัยใหม่ นิยมใช้เหล็กเอชบีมก่อสร้างเพราะยืดหยุ่นต่อการก่อสร้างตามแบบมากกว่า

 

4.แข็งแรง ทนทาน

นต่อสภาพอากาศ เหล็กเอชบีมมีความแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ตามการใช้งาน นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นโครงสร้างที่มองเห็นเสา หรือคาน หรือโครงสร้างของอาคารได้ชัดเจน ทำให้มองเห็นโครงสร้างและเห็นบางจุดที่อาจจะมีปัญหา และสามารถแก้ไขได้ง่าย

 

5.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เหล็กเอชบีมนั้นสามารถรื้อแล้วนำไปใช้งานต่อได้ เป็นเหล็กมือสองที่ยังใช้งานได้ดี หรือสามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นการก่อสร้างโดยใช้เหล็กเอชบีมทำเสา เมื่อทำการรื้อ ก็สามารถย้ายเหล็กไปใช้งานในโครงการอื่นได้ ดีกว่าเสาปูนที่ต้องทำการทุบทิ้งเท่านั้น

 

สรุป เหล็กเอชบีมนั้นมีข้อดีหลายข้อในการนำมาใช้สร้างอาคารทำให้นิยมนำมาใช้ก่อสร้างอาคารต่างในปัจจุบันมากขึ้น

เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร
เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กเสริมคอนกรีต

 

เหล็กเส้นกลม (Round Bar)

 

 

 

 

 

เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar)

 

 

 

เหล็กตะแกรง เช่นไวร์เมช

 

 

 

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กเสริมคอนกรีต คือ เหล็กที่ใช้สำหรับเสริมความแข็งแรงของคอนกรีต ซึ่งปกติจะเป็นเหล็กเส้นชนิดท่อน คือเอาเหล็กเส้นมาตัดเป็นท่อนๆ หรือเหล็กชนิดเส้น หรืออีกประเภทหนึ่งคือเหล็กชนิดตะแกรง ที่ฝังอยู่ในคอนกรีต หรือปูน เพื่อช่วยการยึดเกาะของปูน หรือคอนกรีต และช่วยเสริมความแข็งแรง ทั้งการยึดเกาะ ป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต และช่วยรับน้ำหนัก และช่วยต้านทานต่อแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคอนกรีตได้

โดยปกติแล้วคอนกรีตสามารถรับแรงอัดได้ดีอยู่แล้ว แต่รับแรงดึงได้ไม่ดี เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจึงทำหน้าที่รับแรงดึงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งช่วยป้องกันการแตกร้าวและพังทลายของโครงสร้างได้

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในงานก่อสร้าง โดยเฉพาะงานคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นำเอาเหล็กเส้นและคอนกรีตมาใช้ร่วมกัน เช่นงานทำเสาโครงสร้างพวกคอนโด อาคารสำนักงาน สะพาน เสารถไฟฟ้าบีทีเอส และเสาที่ต้องรับแรงมากๆ เป็นต้น


ประเภทของเหล็กเสริมคอนกรีต
– เหล็กเส้นเดียว เป็นการนำเหล็กเส้นไปผูกหรือมัดรวมกัน เช่น ปลอกคาน ปลอกเสา หรือ เหล็กโครงก่อนเทคอนกรีต
– เหล็กตะแกรง เช่นไวร์เมช เป็นการนำเหล็กไปเชื่อมติดกันเป็นตะแกรงเพื่อรองก่อนเทคอนกรีต ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นปูน

 

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  • เหล็กเส้นกลม (Round Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีผิวเรียบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตรขึ้นไป เหล็กเส้นกลมมักใช้ในงานที่ไม่ได้ต้องการการรับแรงดึงสูงมาก เช่น งานพื้น ผนัง
  • เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีผิวขรุขระ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตรขึ้นไป เหล็กเส้นข้ออ้อยมักใช้ในงานที่ต้องการการรับแรงดึงสูง เช่น งานเสา คาน เสาสะพาน เสาอาคารสำนักงาน เสาคอนโด ตึกหลายๆ ชั้น
  • เหล็กเสริมคอนกรีตแบบตาราง (ไวร์เมช)
    เหล็กเสริมคอนกรีตแบบตาราง เช่น เหล็กไวร์เมช คือเหล็กเส้นเชื่อมกันเป็นตาราง เพื่อรองพื้นก่อนเทคอนกรีต เพิ่มความแข็งแรงให้พื้น เป็นต้น


คุณสมบัติที่สำคัญของเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ได้แก่

เหล็กเสริมคอนกรีตช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้คอนกรีตและโครงสร้าง ดังนี้

  • ความต้านทานแรงดึง สามารถรับแรงดึงได้ โดยถ้าเหล็กเส้นมีความหนามาก ก็จะรับแรงดึงได้มาก
  • ความต้านทานแรงอัด เหล็กเสริมคอนกรีตต้องสามารถรับแรงอัดได้ดี โดยเหล็กเส้นขนาดความหนามาก ก็จะแข็งแรงมากขึ้น
  • ความเหนียว เหล็กควรมีความเหนียว มีความสามารถในการรับแรงดึงและแรงอัดโดยไม่เกิดการแตกหัก
  • ความต้านทานการกัดกร่อน โดยปกติเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจะฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีต ไม่สัมผัสอากาศและความชื้น ทำให้สนิมไม่กิน หรือไม่ค่อยมีการกัดกร่อนของเหล็กเส้น

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สำนักงาน สะพาน ถนน และโครงสร้างอื่น ๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของพื้น เป็นต้น

contact01

เลือกเหล็กกล่อง สร้างโรงรถ

เลือกเหล็กกล่อง สร้างโรงรถ

สวัสดีครับ วันนี้ เราจะมาแชร์วิธีการเลือกเหล็กกล่อง เพื่อนำไปทำโรงรถกันครับ ด้วยความที่ผม มีแผนที่จะสร้างโรงรถ ซึ่งช่างแนะนำว่า จะใช้เหล็กกล่องเพราะใช้งานง่าย และมีความแข็งแรงที่เหมาะสม เราจึงเลือกใช้เป็นหล่องกล่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสา หรือคาน ซึ่งเหล็กกล่องนั้นเป็นที่นิยมในการใช้เป็นเหล็กโครงสร้าง เราจะพบเห็นได้ทั่วไป เช่น คาเฟต่างๆ โรงรถ ร้านค้าเล็กๆ หรือแม้กระทั่งบ้าน พัก ที่อยู่อาศัย

โดยโรงรถที่ทำมีขนาด 6×6 เมตร และไม่มีเสากลาง

ขนาดเหล็กกล่องที่ใช้สร้างโรงรถ
– เสา ใช้เหล็กกล่องขนาด 4″x4″ (4×4 นิ้ว)
– อะเส ใช้เหล็กกล่อง 4″x2″ (4×2 นิ้ว)
– จันทัน ใช้เหล็กกล่อง 3″x1.5″ (3×1.5 นิ้ว)
– แป ใช้เหล็กกล่อง 2″x1″ (2×1 นิ้ว)

ข้อดีของการใช้เหล็กกล่อง
– หาซื้อง่าย เหล็กกล่องสามารถหาซื้อได้ ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป
– มีหลากหลายขนาดให้เลือกใช้ ตามความเหมาะสม
– ใช้งานง่าย เหล็กกล่องสามารถตัดและเชื่อมได้ง่าย
– สามารถใช้เหล็กกล่อง ทำโครงสร้างทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องใช้เหล็กอื่นๆ

contact01

เหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์ คือชื่อเรียกของเหล็กที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัวเอช (H) โดยส่วนที่เป็นปีกของเหล็กจะกว้างออกไปทั้งซ้ายและขวาจากแกนกลาง และมีความหนาเท่ากัน มีความแข็งแรงและทนทานสูง เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ใหญ่ๆ ใช้ทำเป็นเสา หรือคานของโครงสร้าง

ขนาดของเหล็กไวด์แฟรงค์

ขนาดของเหล็กไวด์แฟรงค์ มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับความกว้าง ความยาว และความหนาของปีกและแกน

| ชื่อ | ความกว้าง (มม.) | ความยาว (มม.) | ความหนา (มม.) | ความยาว (ม.) | น้ำหนัก (กก./เส้น) |
| — | — | — | — | — | — |
| WF150x75x5x7 | 150 | 75 | 5,7 | 6,9,12 | 84,126,168 |
| WF200x100x5.5×8 | 200 | 100 | 5.5,8 | 6,9,12 | 127.8,191.7,255.6 |
| WF300x200x9x14 | 300 | 200 | 9,14 | 6,9,12 | 392.4,588.6,784.8 |
| WF500x300x13x21 | 500 | 300 | 13,21 | 6,9,12 | 900,1350,1800 |


การใช้งานเหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์ มีการใช้งานที่หลากหลาย และมีประโยชน์มากในงานโครงสร้าง เช่น
• เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นโครงสร้างเสาและคาน ที่สามารถรับแรงดันและแรงดึงได้ดี มีความแข็งแรงและทนทานสูง สามารถทำให้โครงสร้างมีความเสถียร สามารถรับน้ำหนักได้ดี

• เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นโครงสร้างอาคาร โรงงาน หรือสะพาน ที่ต้องการความแข็งแกร่ง มีการใช้เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นกรอบหลักของอาคาร หรือเป็นส่วนประกอบของสะพาน เช่นคานหรือเสา เป็นต้น

• เหล็กไวด์แฟรงค์ ใช้เป็นเหล็กโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างที่ต้องการความสวยงาม มีการใช้เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นวัสดุตกแต่งของอาคาร หรือเป็นส่วนของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์สวยงามและดูทันสมัย


contact01

เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB)

เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB)

เหล็กเส้นกลม คือ เหล็กเส้นที่มีลักษณะผิวเรียบและมีหน้าตัดเป็นรูปวงกลม ผิวมัน บางครั้งเคลือบซิงค์หรือกัลวาไนซ์เพื่อป้องกันสนิม

เหล็กเส้นกลม ใช้ในงานก่อสร้าง ทำเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผูกทำโครงเสา โครงคาน เพิ่มความแข็งแรงให้กับคอนกรีต เช่น คาน เสา สะพาน เขื่อน บ้าน อาคาร และงานก่อสร้างที่มีแรงอัดมากๆ หรือรับน้ำหนักมากๆ

เหล็กเส้นกลมมีชั้นคุณภาพ SR24 ซึ่งหมายถึงกำลังรับแรงดึงที่จุดครากไม่น้อยกว่า 2400 ksc. (กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร)

เหล็กเส้นกลม
เหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลม

ขนาดของเหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มม. ถึง 34 มม. และความยาวมาตรฐานคือ 10 ม. และ 12 ม.

– เหล็กเส้นกลม 2 หุน / เหล็กเส้นกลม SR24 RB6
– เหล็กเส้นกลม 3 หุน / เหล็กเส้นกลม SR24 RB9
– เหล็กเส้นกลม 4 หุน / เหล็กเส้นกลม SR24 RB12
– เหล็กเส้นกลม 5 หุน / เหล็กเส้นกลม SR24 RB15
– เหล็กเส้นกลม 6 หุน / เหล็กเส้นกลม SR24 RB19
– เหล็กเส้นกลม 1 นิ้ว / เหล็กเส้นกลม SR24 RB25

 

ขนาดเหล็กเส้นกลม

ชื่อเรียก

ขนาด (หุน)

ขนาด (มม.)

น้ำหนัก (กิโลกรัม)

1 เมตร

10 เมตร

12 เมตร

RB6

2 หุน

6

0.222

2.22

-

RB9

3 หุน

9

0.499

4.99

-

RB12

4 หุน

12

0.888

8.88

10.656

RB15

5 หุน

15

1.387

13.87

16.644

RB19

6 หุน

19

2.226

22.26

26.712

RB25

1 นิ้ว

25

3.853

38.53

46.236



การใช้งานเหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลมใช้งานในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะและความต้องการของงานก่อสร้าง

• ใช้ทำปลอกเสา เป็นการใช้เหล็กเส้นกลม โดยใช้ทำเป็นปลอกโครงสร้างในการทำเสา เพิ่มความแข็งแรงให้กับเสา
• ใช้ทำปลอกคาน เหล็กเส้นกลม ใช้นำไปดัดเป็นปลอกคาน เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของคาน ก่อนเทคอนกรีต เพิ่มความแข็งแรงให้กับคาน ทำให้คานไม่แตกร้าว และยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี

• ใช้ทำตะแกรงไวร์เมช เหล็กเส้นกลมใช้นำไปเชื่อมเป็นตะแกรงไวร์เมชเพื่อใช้เป็นเหล็กเสริมแรง ในการเทพื้น เช่น พื้นโกดัง พื้นถนน พื้นที่จอดรถ พื้นโรงงาน ลานกีฬา เป็นต้น

• ใช้ทำตะแกรง เหล็กเส้นใช้ทำเป็นตะแกรงเหล็กเพื่อใช้งานต่างๆ เช่น ใช้ผิดฝาท่อ, ปิดท่อระบายน้ำ, ทำรั้ว , ปิดช่องต่างๆ


contact01

เปรียบเทียบหน่วย หุน/มิล

เปรียบเทียบหน่วย หุน/มิล

“เอาเหล็กเส้น 2 หุน ครับ” หลายๆคนคงเคยได้ยินช่างพูดแบบนี้ แล้วก็งงว่าหุน คืออะไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักหน่วยวัดแบบหุนกันครับ 

หุนเป็นหน่วยที่ใช้ในจีนโบราณ และไทยเราก็รับหน่วยหุนและใช้ในวงการก่อสร้างเรื่อยมา เราจึงได้ยินช่างหลายๆคนเรียกหน่วยวัดเหล็กว่าหุน และใช้เป็นหน่วยหุนกัน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่า 1 หุนเท่ากับ กี่ มิลลิเมตร 

หุน

นิ้ว

มิล (mm.)

1 หุน

⅛”

3.18 มิล

2 หุน

¼”

6.35 มิล

3 หุน

⅜”

9.53 มิล

4 หุน

½” (ครึ่งนิ้ว)

12.70 มิล

5 หุน

⅝”

15.88 มิล

6 หุน 

¾”

19.05 มิล

7 หุน

⅞”

22.23 มิล

8 หุน

1”

25.40 มิล

10 หุน

1 ¼” (1นิ้ว2หุน)

31.75 มิล

12 หุน

1 ½” (1นิ้วครึ่ง)

38.10 มิล

14 หุน

1 ¾” (1นิ้ว6หุน)

44.45 มิล

16 หุน

2”

50.80 มิล


หลังจากนี้หากได้ยินช่างพูดถึงหน่วยหุนอีก เราก็คงไม่งงกันอีกแล้ว เราะสามารถเทียบได้ตามตารางข้างบนได้เลยครับ