ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมช คืออะไร

ตะแกรงไวร์เมช หรือ เหล็กไวร์เมช เป็นตะแกรงเหล็กชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นเป็นแผง หรือม้วน ใช้ทดแทนการผูกเหล็กตะแกรงเพื่อเทพื้นแบบในสมัยก่อน

ตะแกรงไวร์เมชผลิตจากเหล็กเส้นกลม และเหล็กเส้นข้ออ้อยแล้วแต่ความต้องการใช้งาน และโรงงานผู้ผลิต

โดยตะแกรงไวร์เมชจะใช้รองพื้น ก่อนเทคอนกรีตทับ ไวร์เมชจะฝังอยู่ในพื้นปูน ช่วยในการรองรับน้ำหนัก ช่วยให้พื้นปูนคอนกรีตยึดเกาะกันได้มากขึ้น ป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต ช่วยรับน้ำหนักของพื้น โดยตะแกรงไวร์เมชในการก่อสร้างพื้นคอนกรีตแทบทุกชนิด เช่น พื้นอาคาร, พื้นโรงงาน, พื้นบ้าน , พื้นปั๊มน้ำมัน , หรือที่ใช้ไวร์เมชมากอีกชนิดก็คือ งานถนนคอนกรีต ก็ใช้ไวร์เมชในการรองพื้นถนนคอนกรีตเช่นกัน

ในปัจจุบันตะแกรงไวร์เมชมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้รับมาตรฐาน มอก. เลขที่ 737-2549 สำหรับตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต หรือตะแกรงไวร์เมช

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชมาตรฐาน มอก.

ตะแกรงไวร์เมชใช้ทำอะไร

ตะแกรงไวร์เมชใช้สำหรับรองพื้นก่อเทคคอนกรีต โดยตะแกรงไวร์เมชจะฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักของพื้น ป้องกันการแตกร้าว ช่วยยึดเกาะคอนกรีตได้ดีขึ้น 

ตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมชมีขนาดเท่าไหร่บ้าง

ตะแกรงไวร์เมช จะมีขนาดของเหล็กเส้น หลายขนาดที่นำมาอาร์คติดกันป็นแผง โดยตะแกรงไวร์เมช ผลิตจากลวดขนาดต่างๆ ดังนี้

ขนาดลวดที่ใช้ผลิตตะแกรงไวร์เมช
– 2.8 มม.
– 3.0 มม.
– 3.2 มม.
– 4 มม.
– 6 มม.
– 9 มม.
– 10 มม.
– 12 มม.

เป็นต้น โดยขนาดของเหล็กเส้น ที่นำมาผลิตไวร์เมชจะแตกต่างกันแล้วแต่โรงงานผู้ผลิต

ขนาดช่องของตะแกรงไวร์เมช (@)
ขนาดช่อง หรือตา หรือที่เรียกว่า @ ของตะแกรงไวร์เมช มีหลายขนาดดังนี้
– 10×10 ซม.
– 15×15 ซม.
– 20×20 ซม.
– 25×25 ซม.
– 30×30 ซม.

โดยขนาดช่องของตะแกรงไวร์เมช จะแตกต่างกันแล้วแต่โรงงานผู้ผลิต และความต้องการของหน้างาน


ตะแกรงไวร์เมชมีแบบไหนบ้าง

ตะแกรงไวร์เมช มี 2 แบบหลักๆ ดังนี้

ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

เป็นตะแกรงไวร์เมช ที่ผลิตในรูปแบบม้วน มีขนาดลวดเหล็กที่ผลิตตะแกรงไวร์เมช ขนาดเล็ก ตั้งแต่ 2.8 มม. – 6 มม. เพราะเป็นลวดเหล็กเส้นเล็ก สามารถผลิตแล้วม้วนได้ ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วนมีให้เลือกหลายขนาด และขนส่งง่าย สามารถขนส่งง่ายด้วยรถกระบะ ก็สามารถขนส่งได้

ขนาดม้วน ของตะแกรงไวร์เมช มีขนาดดังนี้

  • 2×25 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 25 เมตร)
  • 2×50 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 50 เมตร)

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน
ตะแกรงไวร์เมชแบบม้วน

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

เป็นตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดลวด เส้นใหญ่ตั้งแต่ 6 มม. ขึ้นไป เนื่องด้วยตะแกรงไวร์เมชแบบแผง ผลิตจากลวดเหล็กขนาด 6 มม. ขึ้นไป จึงไม่สามารถม้วนได้ จึงผลิตในรูปแบบแผง ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง ผลิตจากเหล็กเส้น 6 มม. – 12 มม. โดยมีขนาดแผงดังนี้

ขนาดแผงของตะแกรงไวร์เมช
– 2×6 เมตร (กว้าง 2 เมตร ยาว 6 เมตร)
– 3×6 เมตร (กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร)
– 3×10 เมตร (กว้าง 3 เมตร ยาว 10 เมตร)

เป็นต้น

โดยตะแกรงไวร์เมชแบบแผง จะเป็นตะแกรงไวร์เมชที่มักจะสั่งผลิตพิเศษ และผลิตตามความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นจึงควรสั่ง จากผู้ผลิตไวร์เมชที่ได้มาตรฐาน และมีรถขนส่งที่สามารถขนส่งได้

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง
ตะแกรงไวร์เมชแบบแผง

ข้อมูลเพิ่มเติม :


การเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช

ในการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช ต้องสั่งซื้อตามการใช้งานในหน้างาน เช่น
– ตะแกรงไวร์เมช 2.8 มม. – 4 มม. ใช้สำหรับพื้นบ้าน หรืออาคารที่รองรับน้ำหนักไม่มากนัก
– ตะแกรงไวร์เมช 4-6 มม. เป็นตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะสำหรับงานพื้นถนนคอนกรีต โดยบางครั้งการทำถนนคอนกรีตก็ใช้ตะแกรงไวร์เมชขนาด 4 มม.
ข้อมูลเพิ่มเติม : ตะแกรงไวร์เมชงานถนนคอนกรีต

– ตะแกรงไวร์เมช ขนาด 8-12 มม. เป็นตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะสำหรับงานพื้นคอนกรีตที่รับน้ำหนักมาก เช่นพื้นปั๊มน้ำมัน , ลานจอดรถบรรทุก , พื้นโกดัง ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

โดยข้อสำคัญในการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมชคือ ต้องเลือกตะแกรงไวร์เมชที่ได้มาตรฐาน มอก. เลขที่ 737-2549 ซึ่งเป็นมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กตะแกรงไวร์เมช

 

ข้อมูลเพิ่มเติม



contact01

วิธีการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช

วิธีการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช

ช่างหลายคนคงมีความสงสัยวิธีการเลือกซื้อ ตะแกรงไวร์เมช เพื่อมาใช้งานหน้างาน ว่าต้องดูข้อมูลอะไรบ้างและต้องเลือกอย่างไร วันนี้เรามีวิธีคร่าวๆ ในการเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช มาฝากครับ

1.ข้อมูลของตะแกรงไวร์เมช

ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนซื้อตะแกรงไวร์เมช
– บริษัทผู้ผลิต โดยปกติตะแกรงไวร์เมชจะต้องมีชื่อบริษัทที่ผลิต โดยมีหลายบริษัทที่ผลิตตะแกรงไวร์เมช โดยข้อมูลผู้ผลิต สามารถสอบถามทางเซลล์ได้เลย
– เลข มอก. ของตะแกรงไวร์เมช เลข มอก. ของตะแกรงไวร์เมช เป็นเลข มอก.737-2549
ข้อมูลเพิ่มเติม : เลข มอก. ตะแกรงไวร์เมช

– ใบรับรองตะแกรงไวร์เมช อาจจะต้องขอใบรับรองตะแกรงไวร์เมชหากมี โดยสามารถขอใบรับรองจากผู้ขายได้เลย 

 

2.ข้อมูลขนาดที่เหมาะสมกับหน้างาน

ขนาดของตะแกรงไวร์เมช ที่ควรทราบคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและขนาดแผง หรือม้วนของตะแกรงไวร์เมช โดยส่วนใหญ่ช่างจะเป็นคนแจ้งขนาดตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะสมกับหน้างาน

ข้อมูลเพิ่มเติม :
ตะแกรงไวร์เมชที่เหมาะกับงานก่อสร้าง
https://www.xn--b3c9bfp0kva2d.net/2021/03/02/ขนาดไวร์เมชที่เหมาะสมก/

 

3.สังเกตุลักษณะภายนอกของตะแกรงไวร์เมช

– ต้องไม่เป็นสนิมหรือมีสนิมเกาะ โดยมองจากภายนอกแล้วตะแกรงไวร์เมชต้องเป็นเหล็กดำ ไม่มีสนิมเกาะเหล็ก
– เหล็กต้องไม่หักหรือบิดเบี้ยว เหล็กตะแกรงไวร์เมชต้องอยุ่ในสภาพสมบูรณ์ไม่หักหรือบิดเบี้ยว ไวร์เมชแบบแผงต้องเป็นแผงขนาดเต็ม หรือไวร์เมชแบบม้วน ก็ต้องเป็นม้วนเต็ม

การเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช
การเลือกซื้อตะแกรงไวร์เมช

 


contact01

เหตุผลที่ต้องใช้เหล็กมาตรฐาน มอก. ในการก่อสร้าง

เหตุผลที่ต้องใช้เหล็กมาตรฐาน มอก. ในการก่อสร้าง

ในช่วงวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา มีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้น และเกิดความเสียหายกับคอนโดหรือสิ่งก่อสร้างมากมาย ทั้งเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เกิดความเสียหายแตกหัก หรือแแม้กระทั่งตึกที่กำลังก่อสร้าง เกิดการพังลงมาทั้งตึก ทำให้มีการพูดถึงความแข็งแรงของโครงสร้างหรือเหล็กและคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน เพราะสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ควรสร้างด้วยวัสดุเหล็กที่ไม้มาตรฐาน มอก. ของไทย เพราะทำให้สิ่งก่อสร้างมีความแข็งแรงและสามารถทนต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่น แผ่นดินไหว ได้

โดยการเลือกใช้ เหล็กที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการก่อสร้าง เนื่องจากมีผลต่อ ความแข็งแรง ปลอดภัย และอายุการใช้งานของโครงสร้าง โดยมีเหตุผลหลักดังนี้

1. มั่นใจในคุณภาพและความแข็งแรง
– เหล็กที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ผ่านการควบคุมคุณภาพทั้ง ส่วนผสม ความแข็งแรง และขนาด ตามที่กำหนด
– ป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐาน เช่น เปราะ หักง่าย หรือรับน้ำหนักไม่ไหว

2. เพิ่มความปลอดภัยในการก่อสร้าง
– โครงสร้างอาคารต้องรองรับน้ำหนักมหาศาล หากใช้เหล็กไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิด การทรุดตัว แตกร้าว หรือพังถล่ม
– มอก. กำหนดค่าความแข็งแรงที่แน่นอน ทำให้ลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุในงานก่อสร้าง

3. ความทนทาน และอายุการใช้งานยาวนาน
– เหล็กที่ผ่านมาตรฐาน มีความทนทานต่อการกัดกร่อนและแรงดึง มากกว่าเหล็กทั่วไป
– ลดโอกาสเกิดสนิม และการเสื่อมสภาพเร็ว ช่วยให้โครงสร้างอยู่ได้นาน

4. ได้มาตรฐานตามกฎหมาย โดยการก่อสร้างตึกสูงควรใช้เหล็กที่ได้มาตรฐาน มอก.
– งานก่อสร้างต้องเป็นไปตาม กฎหมายและข้อกำหนดทางวิศวกรรม
– หากใช้เหล็กที่ไม่มี มอก. อาจไม่ผ่านการตรวจสอบ และมีผลทางกฎหมาย

5. ลดต้นทุนในระยะยาว
– แม้ว่าเหล็ก มอก. อาจมีราคาสูงกว่าเหล็กทั่วไป แต่ คุ้มค่าในระยะยาว เพราะช่วยลดค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา
– ป้องกันปัญหาการพังของโครงสร้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในอนาคต


มาตรฐาน มอก. ของเหล็กประเภทต่างๆ

1.เหล็กไวร์เมช หรือเหล็กตะแกรงเทพื้น
เหล็กตะแกรงไวร์เมช เป็นเหล็กตะแกรงสำหรับเพทื้น โดยเหล็กตะแกรงไวร์เมชควรมี มาตรฐาน มอก. ดังนี้

มาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กเส้นที่ใช้ทำไวร์เมช
– มอก.747-2531 : สำหรับลวดเหล็กกล้าดึงเย็นเสริมคอนกรีต,
– มอก.943-2533 : สำหรับลวดเหล็กกล้าข้ออ้อยดึงเย็นเสริมคอนกรีต

มาตรฐาน มอก.ของตะแกรงไวร์เมช
– มอก.737-2549 : สำหรับตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต

ข้อมูลเพิ่มเติม : มาตรฐานมอก. ตะแกรงไวร์เมช

2. เหล็กเส้น
– มอก. 20-2559 : เหล็กเส้นกลม ควรได้รับมาตรฐาน คือ มาตรฐานเหล็กเส้นกลม มีชั้นคุณภาพคือ SR24
– มอก. 24-2559 : เหล็กเส้นข้ออ้อย ควรได้รับมาตรฐาน คือมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย มีชั้นคุณภาพ SD30, SD40, และ SD50

3. มอก.107-2561, TIS276, ASTM A53, JIS G 3444, JIS G 3452, ASTM A500 : ท่อเหล็กกล้าคาร์บอน
4.มอก. 1227-2558 : เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (เช่น เหล็กเอชบีม, เหล็กไอบีม, เหล็กไวด์แฟรงค์, เหล็กฉาก, เหล็กรางน้ำ, เหล็กรูปตัวที)
5.มอก. 1228-2561: เหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปเย็น (เช่น เหล็กตัวซี)
6.มอก. 1479-2558 : เหล็กแผ่นม้วนรีดร้อน และเหล็กแผ่นรีดร้อนตัด
8.มอก. 138-2562 : ลวดผูกเหล็ก

ที่มาของข้อมูล: www.tisi.go.th


ในการก่อสร้าง ทุกครั้งควรเลือกเหล็กที่มีมาตรฐาน มอก. รับรอง เพื่อความปลอดภัย แข็งแรง และคุ้มค่า สำหรับงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอาคาร บ้านเรือน หรือโครงสร้างขนาดใหญ่ การเลือกใช้เหล็กที่มีมาตรฐาน มอก. ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการก่อสร้างจะ แข็งแรง ปลอดภัย และใช้งานได้นาน และสามารถทนทานต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่น แผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นได้


contact01

สัญลักษณ์หรือตัวเลขและความหมายบนเหล็กเส้น

สัญลักษณ์หรือตัวเลขและความหมายบนเหล็กเส้น

สวัสดีครับ หลายท่านคงเคยซื้อเหล็กเหล็กเส้นทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม มาใช้งานคงเคยเห็นสัญลักษณ์หรือรหัสบนเหล็กเส้นกลม และเหล็กเส้นข้ออ้อย

วันนี้เรามาดูความหมายของสัญลักษณ์บนเหล็กเส้นกัน

สัญลักษณ์และความหมายบน เหล็กเส้นข้ออ้อย
1.YYS
ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า

2.DB20
ขนาดของเหล็กเส้นข้ออ้อย

  • DB12
  • DB16
  • DB20
  • DB25
  • DB28
  • DB32

3.SD50
ชั้นคุณภาพ

– SD40 – SD50

50 คือค่ากำลังรับแรงดึง ขั้นต่ำ 5,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (kg/cm²) หรือ 500 เมกะพาสคาล (MPa)

ตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 กำหนดไว้ว่า:
– SD30 = 300 MPa
– SD40 = 400 MPa
– SD50 = 500 MPa (ซึ่งถือว่าเป็นเหล็กกำลังสูง ใช้กับโครงสร้างขนาดใหญ่)

 

4. T (ใน SD50T)
ตัวอักษร “T” มักหมายถึงว่าเป็น เหล็กผ่านการอบคืนไฟ (Tempered) ช่วยเพิ่มความเหนียว ลดการเปราะขาดง่าย หรืออาจหมายถึงเหล็กที่ผลิตด้วยกรรมวิธี Thermo-Mechanical Treatment (TMT) ขึ้นกับผู้ผลิต

5. EF
สัญลักษณ์แสดงกรรมวิธีการผลิต เหล็กที่ผลิตจากเตา อาร์คไฟฟ้า EAF


สัญลักษณ์และความหมายบนเหล็กเส้นกลม
1.YYS
ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า

2.RB12
ขนาดของเหล็กเส้นกลม

  • RB6
  • RB9
  • RB12
  • RB15 – RB19 – RB25

3.SR24
ชั้นคุณภาพของเหล็กเส้นกลม SR24
เหล็กชั้นคุณภาพ SR24 เหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดกลาง

4.EF

สัญลักษณ์แสดงกรรมวิธี การผลิต เหล็กที่ผลิตจากเตาอาร์คไฟฟ้า EAF


contact01

เหล็กเสริมคอนกรีต คืออะไร?

เหล็กเสริมคอนกรีต คืออะไร?

เหล็กเสริมคอนกรีต หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก คือ ศัพท์เรียกการก่อสร้างประเภทที่มีการใช้ปูน คอนกรีตร่วมกับเหล็ก โดยใช้เหล็กฝังในเนื้อปูนคอนกรีต เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน และการยืดหยุ่นให้กับปูนคอนกรีต โดยการก่อสร้างแบบเหล็กเสริมคอนกรีต หรือคอนกรีตเสริมเหล็กจะพบในการก่อสร้างในส่วนต่างๆ ของอาคาร เช่น เสา คาน พื้น ผนัง โดยเกือบทุกส่วนของอาคาร จะมีเหล็กฝังอยู่ในคอนกรีต เช่น ส่วนพื้น ก็จะใช้เหล็กไวร์เมชในการรองก่อนเทคอนกรีตเพื่อป้องกันการแตกร้าว ป้องกันการยุบตัวของพื้นคอนกรีต , เสา ก็มีการใช้เหล็กเส้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ทนทานให้กับเสา เป็นต้น

 

เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีต มีแบบไหนบ้าง

เหล็กไวร์เมช

1.ไวร์เมช ,เหล็กไวร์เมช หรือ ตะแกรงไวร์เมช เป็นตะแกรงเหล็กชนิดหนึ่งที่ใช้เสริมคอนกรีตในส่วนของพื้น โดยใช้รองก่อนเทคอนกรีต เพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่นให้กับพื้นคอนกรีต โดยเหล็กไวร์เมช เป็นตะแกรงเหล็กที่เชื่อมติดกันเป็นแผงหรือม้วน ใช้เสริมคอนกรีตในงานพื้นถนน ลานจอดรถ และพื้นบ้าน เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตะแกรงไวร์เมช


เหล็กปลอก

2.เหล็กปลอก เป็นการนำเหล็กเส้นและเหล็กข้ออ้อยมาตัด และดัด เป็นเหล็กที่มีลักษณะเป็นปลอกเหลี่ยม ปลอกกลม แล้วแต่ลักษณะของเสา เหล็กปลอกจะฝังอยู่ในเสาหรือคาน โดยเหล็กปลอกที่ใช้ทำเสา จะเรียก “เหล็กปลอกเสา” ส่วนเหล็กปลอกที่ฝั่งอยู่ในคาน จะเรียกว่า “เหล็กปลอกคาน”

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เหล็กปลอก


เหล็กเส้น

3.เหล็กเส้น เป็นเหล็กที่ใช้ในงานเสริมคอนกรีตเป็นส่วนมาก เหล็กเส้นมี 2 แบบคือ เหล็กเส้นกลม เนื้อเรียบ ผิวเรียบ และเหล็กเส้นข้ออ้อย จะมีผิวคล้ายข้ออ้อย โดยเหล็กเส้นจะใช้มาผูกเป็น
โครงสร้าง เช่น โครงเสา โครงคาน หรือตอม่อ ก่อนทำการเทคคอนกรีตหล่อเสา หรือต่อม่อ ต่อไป
เหล็กเส้นกลม เป็นเหล็กเสริมที่มีผิวเรียบมักใช้ในงานก่อสร้างขนาดเล็ก เช่น เสา คาน และพื้น มีขนาดมาตรฐาน เช่น RB6, RB9, RB12

เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar – DB)มีลักษณะเป็นเส้นเหล็กที่มีบั้งหรือครีบ เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะกับคอนกรีต ใช้ในงานโครงสร้างที่ต้องรับแรงมาก เช่น คาน เสา ฐานราก และสะพาน

ข้อมูลเพิ่มเติม เหล็กเส้นกลม , เหล็กเส้นข้ออ้อย


4.ตะแกรงกั้นจ๊อย Rib lath หรือ FM26 เป็นตะแกรงชนิดพิเศษที่ช่วยในการทำผนังคอนกรีต ให้ง่ายขึ้น โดยให้งานฉาบผนังคอนกรีตง่าย และแข็งแรงมากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม


5. สตีลไฟเบอร์ (steel fiber)

สตีลไฟเบอร์ คือเส้นใยเหล็กขนาดเล็กที่ถูกนำมาใช้ผสมในคอนกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน โดยมีลักษณะเป็นเส้นใยสั้นๆ ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและยาวแตกต่างกันไป ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทานและป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต 

ข้อมูลเพิ่มเติม สตีลไฟเบอร์ (steel fiber)

 


ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ https://www.tpkrungrueangkit.com/ความรู้เรื่องเหล็ก/ไวร์เมช/เหล็กเสริมคอนกรีต/

เหล็ก Beam สำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่

เหล็ก Beam สำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่

สวัสดีครับ วันนี้เรานำรูปการใช้งานเหล็ก Beam สำหรับการใช้งานในโครงการขนาดใหญ่มาฝากครับ โดยเหล็ก Beam มี 2 ประเภท ที่ใช้งานคือ
1. เหล็ก H-Beam
2. เหล็ก I-Beam

เหล็ก Beam คืออะไร?
เหล็ก Beam หรือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เป็นเหล็กที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัว H หรือ I ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักและแรงกระทำในแนวตั้งและแนวนอนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากรูปทรงที่แข็งแรง

ทำให้เหล็ก Beam กลายเป็นวัสดุที่ขาดไม่ได้ในงานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น อาคารสูง โรงงานอุตสาหกรรม สะพาน และโครงสร้างเหล็กอื่นๆ

การใช้งานเหล็ก Beam ในงานก่อสร้างขนาดใหญ่

  • โครงสร้างหลักของอาคาร: ใช้เป็นเสา คาน และโครงหลังคา
  • สะพาน: ใช้เป็นคานหลักของสะพาน
  • โรงงานอุตสาหกรรม: ใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างเหล็กของโรงงาน
  • ครงสร้างอื่นๆ: เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ แท่นขุดเจาะ ฯลฯ

การใช้เหล็ก H-Beam และเหล็ก I-Beam ในโครงการขนาดใหญ่ เช่นสะพาน ,ทางเดินลอยฟ้า เป็นต้น


เสาเหล็กเอชบีม (H-Beam) VS เสาปูน

เสาเหล็กเอชบีม (H-Beam) VS เสาปูน

เสาเหล็ก คือ การใช้เหล็กมาทำเสา โดยทั่วไปจะใช้เหล็กรูปพรรณ 3 ชนิดมาทำเสา ได้แก่

1.เหล็กไอบีม (I-Beam)
2.เหล็กเอชบีม (H-Beam)
3.เหล็กกล่อง (Tube)

โดยการเลือกใช้เหล็กตัวไหน ขึ้นอยู่กับขนาดโครงสร้าง และความสะดวกในการใช้งาน และการออกแบบของวิศวะกรก่อสร้าง

วันนี้เรามาดูข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้เหล็กเอชบีม มาทำเสากันครับ

เสาเหล็ก

เสาเหล็ก H-Beam

คือการใช้เหล็กเอชบีมมาทำเสาโครงสร้าง ใช้ในการก่อสร้างที่ต้องการความรวดเร็ว สะดวก และความโล่งโปร่งสบาย หรือตามความต้องการของผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้านหรือเจ้าของโครงการ

ข้อดีของการใช้เสาเหล็กเอชบีม

– ติดตั้งได้รวดเร็ว เสาเหล็กสามารถตัดและเชื่อม ได้เลยทันที ทำให้ง่ายและรวดเร็วในการก่อสร้าง ประหยัดเวลามากกว่าการใช้เสาปูน
– สวยงาม เสาเหล็กมีความสวยงาม ดูโปร่ง และไม่ทึบตัน ทำให้โครงสร้างอาคารดูโล่ง สบายตา
– ประหยัด เสาเหล็กมีราคาและแบบให้เลือกมาก ตามความต้องการ
– ออกแบบได้หลากหลาย เสาเหล็กสามารถนำไปใช้ในงานที่หลากหลาย ง่ายต่อการออกแบบหรือประยุกต์ใช้งาน
– เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้กับโครงการอื่นต่อได้

 

ข้อเสียของการใช้เสาเหล็กเอชบีม

– อาจจะเกิดสนิมขึ้นได้ โดยหากเหล็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจจะเกิดสนิมขึ้นกับเหล็กเอชบีมได้ โดยเสาเหล็กเหมาะกับงานที่อยู่ภายใน ไม่ควรเปียกฝนหรือน้ำ


เสาปูน

เสาปูน

เสาปูนคือเสาแบบเดิมที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน โดยโครงข้างในเป็นเหล็กเสริมคอนกรีต แล้วหล่อปูนทับ โดยเสาปูนทำได้สองแบบคือ
1.ทำโครงสร้างเสา โดยใช้เหล็กเส้น แล้วหล่อเสาบริเวณหน้างานเลย เหมาะกับโครงสร้างขนาดใหญ่เช่น ตึกสูง,โกดังขนาดใหญ่ , โรงงานขนาดใหญ่ หอพัก เป็นต้น
2.ซื้อเสาสำเร็จรูป โดยซื้อจากโรงหล่อเสา หรือร้านวัสดุก่อสร้าง แล้วนำไปใช้งานได้เลย เหมาะกับโครงสร้างที่ไม่ใหญ่มากนัก เช่นบ้านพักอาศัย ,ร้านค้าขนาดเหล็ก, ร้านกาแฟ คาเฟ เป็นต้น

 

ข้อดีของการใช้เสาปูน

– ทำเสาได้หลายแบบ ทั้งเสาเหลี่ยม เสากลม
– ความทนทานและอายุการใช้งานที่ยาวนาน เสาปูนสามารถทนต่อสภาพอากาศและสารเคมีได้ดี ทำให้ไม่เกิดการผุ กร่อนจากสนิม เหมือนเสาเหล็ก
– สามารถใช้เป็นเสาที่อยู่ภายนอกอาคารได้ เปียกฝน เปียกน้ำได้
– หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้เสาขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้เสาปูนเท่านั้น

ข้อเสียของการใช้เสาปูน

– ต้องใช้เวลาหล่อเสาปูน สำหรับบางโครงการ แต่หากซื้อเสาปูนสำเร็จมาใช้ ก็สามารถประหยัดเวลาได้มากขึ้น
– อาจจะแตก ร้าว เสียหาย จากการรับน้ำหนักที่มากเกินไป หรือแตกจากการกระแทกจากการใช้
งาน เช่น รถโฟคลิฟท์ชน เป็นต้น
– น้ำหนักมา เสาปูนมีน้ำหนักมาก ทำให้ต้องออกแบบฐานรากให้แข็งแรงรับน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น
– การปรับเปลี่ยนยาก โดยเมื่อเสาปูนแข็งตัวแล้ว การปรับเปลี่ยนหรือรื้อถอนค่อนข้างยากและมีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อต้องการปรับเปลี่ยน อาจจะต้องทุบเสานั้นทิ้งเลย เพราะขนย้ายไม่ได้

 

สรุป การเลือกใช้เสาเหล็ก หรือเสาปูน ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ทั้งนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการและความสะดวกในการก่อสร้างได้เลย


contact01

5 ข้อดีของการใช้เหล็ก H-Beam ทำโครงสร้างอาคาร

5 ข้อดีของการใช้เหล็ก H-Beam ทำโครงสร้างอาคาร

เหล็ก H Beam เป็นเหล็กโครงสร้างที่มีรูปร่างคล้ายตัว H มีความแข็งแรงสูง นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคาร(อาคารโครงสร้างเหล็ก) เช่นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ,โกดัง, ร้านสรรพสินค้า ,หรือแม้กระทั่งบ้านเรือน และอื่นๆ โดยขนาดของเหล็ก H Beam ที่ใช้นั้นต้องคำนึงถึง ขนาดของอาคาร , การรับน้ำหนักของเหล็ก และงบประมาณของการก่อสร้าง

โดยปกติเหล็ก H-Beam จะนิยมนำมาใช้สร้างอาคาร ในส่วนของเสาและคาน และอื่นๆ ตามการออกแบบ

เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร

การก่อสร้างอาคารโดยใช้เหล็ก H-Beam เป็นเหล็กโครงสร้างมีข้อดีหลายข้อ ดังนี้

1.ก่อสร้างได้รวดเร็ว

เหล็กเอชบีม ประกอบและติดตั้งง่าย ไม่ต้องก่ออิฐ ฉาบปูน สามารถตั้งเสา หรือคาน เป็นโครงสร้างได้เลย ทำให้ง่ายต่อการก่อสร้าง สะดวกและรวดเร็วมากกว่าการก่ออิฐ หรือทำเสาปูน

 

2.สามารถโชว์โครงสร้าง

ข้อดีอีกข้อของโครงสร้างเหล็กเอชบีมคือ สามารถโชว์เสาเหล็ก หรือคานเหล็กของอาคารได้ ทำให้อาคารดูโปร่ง โล่ง และทันสมัย เสามีขนาดไม่ใหญ่

 

3.ออกแบบได้หลากหลาย

การก่อสร้างอาคารโดยใช้เหล็กเอชบีม เป็นเหล็กโครงสร้างนั้นง่ายต่อการประกอบและติดตั้ง ทำให้สามารถออกแบบอาคารได้หลากหลายทรง ตามการออกแบบของสภาปนิก โดยในบ้านสมัยใหม่ นิยมใช้เหล็กเอชบีมก่อสร้างเพราะยืดหยุ่นต่อการก่อสร้างตามแบบมากกว่า

 

4.แข็งแรง ทนทาน

นต่อสภาพอากาศ เหล็กเอชบีมมีความแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ตามการใช้งาน นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นโครงสร้างที่มองเห็นเสา หรือคาน หรือโครงสร้างของอาคารได้ชัดเจน ทำให้มองเห็นโครงสร้างและเห็นบางจุดที่อาจจะมีปัญหา และสามารถแก้ไขได้ง่าย

 

5.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เหล็กเอชบีมนั้นสามารถรื้อแล้วนำไปใช้งานต่อได้ เป็นเหล็กมือสองที่ยังใช้งานได้ดี หรือสามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นการก่อสร้างโดยใช้เหล็กเอชบีมทำเสา เมื่อทำการรื้อ ก็สามารถย้ายเหล็กไปใช้งานในโครงการอื่นได้ ดีกว่าเสาปูนที่ต้องทำการทุบทิ้งเท่านั้น

 

สรุป เหล็กเอชบีมนั้นมีข้อดีหลายข้อในการนำมาใช้สร้างอาคารทำให้นิยมนำมาใช้ก่อสร้างอาคารต่างในปัจจุบันมากขึ้น

เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร
เหล็กเอชบีม ใช้ทำโครงสร้างอาคาร

เหล็กกล่องมีกี่ประเภท

เหล็กกล่องมีกี่ประเภท?

“เหล็กกล่องโดยทั่วไปแบ่งออก เป็น 2 ประเภท”

สวัสดีครับ หลายคนสงสัยเกี่ยวกับเหล็กกล่อง ว่ามีแบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเหล็กกล่องมาฝากกันครับ

เหล็กกล่องโดยทั่วไปแบ่งออก เป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามรูปทรงของหน้าตัด ดังนี้ครับ


1.เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square Steel Tube)

มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสทุกด้าน ด้านในกลวง
ความแข็งแรงทนทานสูง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงรอบด้าน
นิยมใช้ในงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น เสา คาน ฐานราก
ตัวอย่างขนาดที่นิยม: 1×1 นิ้ว, 2×2 นิ้ว, 4×4 นิ้ว

 

ขนาดของเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส

เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส


2.เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular Steel Tube)

มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านในกลวง
มีความยืดหยุ่นสูงกว่าเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส
เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นและความแข็งแรงในทิศทางเฉพาะ
นิยมใช้ในงานโครงสร้างที่ต้องการความหลากหลายในการออกแบบ เช่น โครงสร้างหลังคา โครงสร้างเฟรม
ตัวอย่างขนาดที่นิยม: 1×2 นิ้ว, 2×4 นิ้ว


การเลือกใช้เหล็กกล่อง

การเลือกใช้เหล็กกล่องจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ประเภทของงาน: เลือกขนาดและชนิดของเหล็กกล่องให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการ
  • น้ำหนักที่โครงสร้างต้องรับ: ยิ่งโครงสร้างต้องรับน้ำหนักมาก ก็ยิ่งต้องใช้เหล็กกล่องที่มีขนาดใหญ่และมีความหนา
  • งบประมาณ: ราคาของเหล็กกล่องจะแตกต่างกันไปตามขนาดและชนิดของเหล็ก

 

ข้อควรระวังในการเลือกใช้เหล็กกล่อง

  • ความแข็งแรง: ควรเลือกเหล็กกล่องที่มีความแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งาน
  • ความหนา: ความหนาของเหล็กกล่องจะส่งผลต่อความแข็งแรงและความทนทาน
  • มาตรฐาน: ควรเลือกเหล็กกล่องที่มีมาตรฐาน มอก. เพื่อรับประกันคุณภาพ

ตัวอย่างการใช้งานเหล็กกล่อง

  • โครงสร้างอาคาร: ใช้ในการทำโครงสร้างหลังคา โครงสร้างเสา คาน และโครงสร้างอื่นๆ
  • เฟอร์นิเจอร์: ใช้ในการทำโครงสร้างเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียง
  • ป้ายโฆษณา: ใช้ในการทำโครงสร้างป้ายโฆษณา
  • งานตกแต่ง: ใช้ในการทำโครงสร้างสำหรับตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร
เหล็กกล่องแบน

 

#เหล็กกล่อง #เหล็กกล่องแบน #เหล็กกล่องไม้ขีด #เหล็กโครงสร้าง #งานก่อสร้าง


contact01

เหล็กเส้น : เหล็กวัสดุก่อสร้างที่สำคัญในงานก่อสร้าง

เหล็กเส้น : เหล็กวัสดุก่อสร้างที่สำคัญในงานก่อสร้าง

เหล็กเส้น คืออะไร?
“เหล็กเส้น” เป็นเหล็กวัสดุก่อสร้างที่สำคัญ ใช้เป็นโครงสร้างเสริมในงานคอนกรีต ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน ป้องกันการแตกร้าว ของโครงสร้างคอนกรีต ใช้ในการเสริมคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างเช่น เสา,คาน,พื้น,ผนัง เป็นต้น


การใช้งานเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีต
เหล็กเส้นสามารถใช้เสริมความแข็งแรงในงานก่อสร้างต่างๆ เช่น

1. เสา  เหล็กเส้นจะถูกวางแนวตั้ง ล้อมรอบด้วยคอนกรีต ช่วยให้เสามีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้มาก ป้องกันการแตกร้าว

 

 

2. คาน เหล็กเส้นจะถูกวางทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ล้อมรอบด้วยคอนกรีต ช่วยให้คานมีโครงสร้างที่แข็งแรง รับน้ำหนักจากพื้น หลังคา หรือผนัง ป้องกันการแตกร้าว

 

 

3. พื้น เหล็กเส้นจะถูกวางเป็นตาราง ล้อมรอบด้วยคอนกรีต ช่วยให้พื้นมีโครงสร้างที่แข็งแรง กระจายน้ำหนักได้ดี ป้องกันการแตกร้าว

 

 

4. ผนัง เหล็กเส้นจะถูกวางเป็นแนวตั้ง หรือแนว ทแยง ล้อมรอบด้วยคอนกรีต ช่วยให้ผนังมีโครงสร้างที่แข็งแรง รับแรงจากแผ่นดินไหว หรือแรงลม ป้องกันการแตกร้าว

 

 

และการใช้งานเหล็กเส้นในงานอื่นๆ เช่นทำปลอกเสา ปลอกคาน โดเวล เหล็กจ๊อยท์ เป็นต้น


การใช้งานเหล็กเส้น ในงานอื่นๆ

– งานเสริมแรงคอนกรีต: ใช้เป็นโครงสร้างเสริมเหล็กในงานก่อสร้าง ช่วยให้คอนกรีตมีความแข็งแรง ทนทาน ป้องกันการแตกร้าว
– งานพื้น: ใช้ปูพื้นก่อนเทคอนกรีต ช่วยกระจายน้ำหนัก ป้องกันรอยแตกร้าว
– งานผนัง: ใช้เป็นโครงสร้างผนัง ช่วยให้ผนังมีความแข็งแรง ทนทาน
– งานหลังคา: ใช้เป็นโครงสร้างหลังคา ช่วยรับน้ำหนัก ป้องกันการรั่วซึม
– งานกั้น: ใช้ทำเป็นรั้ว ประตู หน้าต่าง หรือฉากกั้นห้อง
– งานอื่นๆ: ใช้ทำเป็นตะแกรงกรอง ตะแกรงระบายน้ำ ตะแกรงกันนก ฯลฯ

 


ชนิดของเหล็กเส้น
เหล็กเส้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ ดังนี้

 

เหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลม (Round Bars) 

เป็นเหล็กเส้นกลมเรียบ ผิวเรียบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตร ถึง 34 มิลลิเมตร นิยมใช้ในงานทั่วไป เช่น เสริมเหล็กเสา, เสริมเหล็กคาน, เสริมเหล็กพื้น, เสริมเหล็กผนัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับงานเสริมเหล็กเสริมคอนกรีต

ขนาดของเหล็กเส้นกลม
มีขนาดดังต่อไปนี้
– 6 มม.
– 8 มม.
– 9 มม.
– 10 มม.
– 12 มม.
– 15 มม.
– 19 มม.
– 22 มม.
– 25 มม.
– 28 มม.
– 34 มม.

 

 

เหล็กเส้นข้ออ้อย

เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bars)

เป็นเหล็กเส้นกลมที่มีลายสันตามยาว ลักษณะของผิวเหล็กมีลักษณะคล้ายข้ออ้อย ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะระหว่างเหล็กเส้นกับคอนกรีต มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 9 มิลลิเมตร ถึง 32 มิลลิเมตร นิยมใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น อาคารสูง สะพาน เขื่อน

ขนาดของเหล็กเส้นข้ออ้อย
มีขนาดดังต่อไปนี้
– 10 มม.
– 12 มม.
– 16 มม.
– 20 มม.
– 25 มม.
– 28 มม.
– 32 มม.
– 36 มม.
– 40. มม.

เหล็กเส้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดสนิม บางครั้งจึงนำเหล็กไปพ่นกัลวาไนส์กันสนิม เพื่อป้องกันการเกิดสนิม


หน้าที่หลักของเหล็กเส้น

– รับแรงดึง: คอนกรีตมีแรงอัดที่แข็งแรง แต่มีแรงดึงที่อ่อน เหล็กเส้นจึงช่วยรับแรงดึง เสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างคอนกรีต
– กระจายแรง: เหล็กเส้นช่วยกระจายแรงจากคอนกรีต ไปยังส่วนต่างๆ ของโครงสร้าง ป้องกันการแตกร้าว
– ควบคุมรูปร่าง: เหล็กเส้นช่วยควบคุมรูปร่าง และขนาด ของโครงสร้างคอนกรีต


คุณสมบัติของเหล็กเส้นและเหล็กเส้นข้ออ้อย

– ความแข็งแรง: เหล็กเส้นต้องมีความแข็งแรงสูง สามารถรับแรงดึงและแรงอัดได้ดี
– ความยืดหยุ่น: เหล็กเส้นต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอุณหภูมิ และการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง
– การยึดเกาะ: เหล็กเส้นต้องมีผิวสัมผัสที่เรียบ หรือมีลายสัน เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะระหว่างเหล็กเส้นกับคอนกรีต
– ความทนทาน: เหล็กเส้นต้องทนทานต่อการกัดกร่อน เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน


การเลือกซื้อเหล็กเส้น

– เลือกซื้อเหล็กเส้นจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง
– ตรวจสอบสภาพของเหล็กเส้นก่อนซื้อ ไม่มีรอยฉีกขาด รอยบุบ หรือสนิม
– เลือกเหล็กเส้นที่มีขนาด ชนิด และมาตรฐาน เหมาะสมกับงานใช้งาน


การเก็บเหล็กเส้นควรเก็บเหล็กเส้น
– ในที่แห้ง ไม่ชื้อ หรือในโกดัง เพราะถ้าชื้น เหล็กเส้นอาจจะเกิดสนิมได้ 
– อากาศถ่ายเทสะดวก
– ห่างจากความชื้นและแสงแดด


แหล่งซื้อเหล็กเส้น

– ร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป
– ร้านค้าวัสดุก่อสร้างออนไลน์ เช่น www.thaimetallic.com หรือ www.thaibeststeel.com


คำแนะนำเพิ่มเติม

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา เพื่อเลือกขนาด ชนิด และมาตรฐาน ของเหล็กเส้นที่เหมาะสมกับงานใช้งาน