ไม้อัดทำไม้แบบ

ไม้อัดทำไม้แบบ

ไม้อัดทำแบบหรือไม้แบบก่อสร้างคือ ไม้อัดที่เอาไว้หล่อแบบคอนกรีตในงานก่อสร้างทั่วไป โดยปกติสมัยก่อนจะใช้ไม้กระดาน เพื่อทำแบบคอนกรีต เช่น แบบเสา แบบ คาน แต่ในปัจจุบัน เสา คาน มีขนาดใหญ่ขึ้น และซับซ้อน หรือมีรูปทรงที่ใหญ่มากขึ้น หรือแปลกไปมากขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ไม้อัด เพื่อทำแบบคอนกรีตแทน เพราะไม่ขนาดใหญ่มากขึ้น และเหมาะกับกันใช้งานมากกว่า

ไม้อัดที่นิยมนำมาใช้งานหล่อแบบคอนกรีตมี 2 ชนิดคือ

  1. ไม้อัดยาง
  2. ไม้อัดฟิล์มดำ

 

1.ไม้อัดยาง คือ ไม้อัดแบบเดิมที่นิยมใช้หล่อแบบคอนกรีต เนื่องจากหาง่ายได้ทั่วไป เช่นร้านไม้ หรือ ร้านวัสดุก่อสร้าง ไม้อัดยางหล่อแบบคอนกรีต ควรใช้ไม้อัดความหนา 10 มม. ขึ้นไป เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ทนทาน และเหมาะกับแบบคอนกรีต รับน้ำหนักได้ดี

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ไม้อัดยางทำแบบ

2.ไม้อัดฟิล์มดำ เป็นไม้อัดที่ผลิตขึ้นมาสำหรับหล่อแบบคอนกรีต แบบเสา แบบคานโดยเฉพาะ มีฟิล์มดำที่เคลือบบนผิวไม้ มีข้อดีคือหล่อแบบได้ง่าย เพราะคอนกรีตไม่เกาะติดผิวไม้ ทำให้ได้เสาหรือคานที่เรียบ สวยงาม

ข้อมูลเพิ่มเติมเติมเกี่ยวกับ ไม้อัดฟิล์มดำ

สรุปคือ ไม้อัดที่นิยม นำมาทำแบบหล่อคอนกรีต หรือทำไม้แบบ มี 2 ชนิด คือ ไม้อัดยางและไม้อัดฟิล์มดำ โดยสามารถเลือกซื้อได้จากร้านไม้ หรือร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป และขอข้อมูลจากทางร้านได้

ไม้อัดยางทำแบบ
ไม้อัดยางทำแบบ

 

ไม้แบบหล่อคอนกรีต
ไม้แบบหล่อคอนกรีต

 

ไม้อัดฟิล์มดำ
ลักษณะของไม้อัดฟิล์มดำ

 

ไม้อัดฟิล์มดำ
ไม้อัดฟิล์มดำ

contact01

ไม้อัดที่ใช้ในงานก่อสร้าง

ไม้อัดที่ใช้ในงานก่อสร้าง

ไม้อัดที่ใช้ในงานก่อสร้าง

ในการก่อสร้างมีการใช้วัสดุก่อสร้างหลายอย่างเช่น อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก ไม้ เป็นต้น และไม้อีกอย่างที่ใช้ในการก่อสร้างและใช้ค่อนข้างเยอะ ในทุกงานก่อสร้างคือ “ไม้อัด”

ไม้อัดอะไรบ้างที่ใช้ในการก่อสร้าง?

1.ไม้อัดฟิล์มดำ

ไม้อัดฟิล์มดำ เป็นวัสุดที่ใช้ในไซต์งานก่อสร้างในหลายๆอย่าง เช่น

  • ใช้สำหรับทำแบบหล่อคอนกรีต หล่อแบบเสา แบบคาน แบบผนัง เป็นต้น
  • ใช้ประยุกต์ทำที่พักคนงานก่อสร้าง ทำพื้นหรือผนังในไซต์งานก่อสร้าง
  • ประยุกต์ทำเตียงนั่ง หรือตู้เก็บเครื่องมือในไซต์งานก่อสร้าง

 

2.ไม้อัดยาง

ไม้อัดยาง เป็นวัสุดที่ใช้ในไซต์งานก่อสร้าง เช่น

  • ใช้ทำแบบหล่อคอนกรีต แบบเสา แบบคาน หรือแบบผนังก็ได้
  • ใช้กั้นบริเวณในไซต์งานก่อสร้าง เช่นใช้กั้นพื้นที่ก่อสร้างในห้าง เป็นต้น
  • ใช้ปูพื้น เพื่อป้องกันพื้นกระเบื้อง ในกรณีที่ต้องการเรโนเวท บ้านหรือคอนโดเป็นต้น

จะเห็นได้ว่า “ไม้อัด” เป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในเกือบทุกไซต์งานก่อสร้าง 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไม้อัดยาง และไม้อัดฟิล์มดำ

ไม้อัดฟิล์มดำ
ลักษณะของไม้อัดฟิล์มดำ

 

ไม้อัดยาง
ลักษณะไม้อัดยาง

contact01

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กเสริมคอนกรีต

 

เหล็กเส้นกลม (Round Bar)

 

 

 

 

 

เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar)

 

 

 

เหล็กตะแกรง เช่นไวร์เมช

 

 

 

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กเสริมคอนกรีต คือ เหล็กที่ใช้สำหรับเสริมความแข็งแรงของคอนกรีต ซึ่งปกติจะเป็นเหล็กเส้นชนิดท่อน คือเอาเหล็กเส้นมาตัดเป็นท่อนๆ หรือเหล็กชนิดเส้น หรืออีกประเภทหนึ่งคือเหล็กชนิดตะแกรง ที่ฝังอยู่ในคอนกรีต หรือปูน เพื่อช่วยการยึดเกาะของปูน หรือคอนกรีต และช่วยเสริมความแข็งแรง ทั้งการยึดเกาะ ป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต และช่วยรับน้ำหนัก และช่วยต้านทานต่อแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคอนกรีตได้

โดยปกติแล้วคอนกรีตสามารถรับแรงอัดได้ดีอยู่แล้ว แต่รับแรงดึงได้ไม่ดี เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจึงทำหน้าที่รับแรงดึงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งช่วยป้องกันการแตกร้าวและพังทลายของโครงสร้างได้

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในงานก่อสร้าง โดยเฉพาะงานคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นำเอาเหล็กเส้นและคอนกรีตมาใช้ร่วมกัน เช่นงานทำเสาโครงสร้างพวกคอนโด อาคารสำนักงาน สะพาน เสารถไฟฟ้าบีทีเอส และเสาที่ต้องรับแรงมากๆ เป็นต้น


ประเภทของเหล็กเสริมคอนกรีต
– เหล็กเส้นเดียว เป็นการนำเหล็กเส้นไปผูกหรือมัดรวมกัน เช่น ปลอกคาน ปลอกเสา หรือ เหล็กโครงก่อนเทคอนกรีต
– เหล็กตะแกรง เช่นไวร์เมช เป็นการนำเหล็กไปเชื่อมติดกันเป็นตะแกรงเพื่อรองก่อนเทคอนกรีต ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นปูน

 

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  • เหล็กเส้นกลม (Round Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีผิวเรียบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตรขึ้นไป เหล็กเส้นกลมมักใช้ในงานที่ไม่ได้ต้องการการรับแรงดึงสูงมาก เช่น งานพื้น ผนัง
  • เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีผิวขรุขระ มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตรขึ้นไป เหล็กเส้นข้ออ้อยมักใช้ในงานที่ต้องการการรับแรงดึงสูง เช่น งานเสา คาน เสาสะพาน เสาอาคารสำนักงาน เสาคอนโด ตึกหลายๆ ชั้น
  • เหล็กเสริมคอนกรีตแบบตาราง (ไวร์เมช)
    เหล็กเสริมคอนกรีตแบบตาราง เช่น เหล็กไวร์เมช คือเหล็กเส้นเชื่อมกันเป็นตาราง เพื่อรองพื้นก่อนเทคอนกรีต เพิ่มความแข็งแรงให้พื้น เป็นต้น


คุณสมบัติที่สำคัญของเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ได้แก่

เหล็กเสริมคอนกรีตช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้คอนกรีตและโครงสร้าง ดังนี้

  • ความต้านทานแรงดึง สามารถรับแรงดึงได้ โดยถ้าเหล็กเส้นมีความหนามาก ก็จะรับแรงดึงได้มาก
  • ความต้านทานแรงอัด เหล็กเสริมคอนกรีตต้องสามารถรับแรงอัดได้ดี โดยเหล็กเส้นขนาดความหนามาก ก็จะแข็งแรงมากขึ้น
  • ความเหนียว เหล็กควรมีความเหนียว มีความสามารถในการรับแรงดึงและแรงอัดโดยไม่เกิดการแตกหัก
  • ความต้านทานการกัดกร่อน โดยปกติเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจะฝังอยู่ในเนื้อคอนกรีต ไม่สัมผัสอากาศและความชื้น ทำให้สนิมไม่กิน หรือไม่ค่อยมีการกัดกร่อนของเหล็กเส้น

เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สำนักงาน สะพาน ถนน และโครงสร้างอื่น ๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของพื้น เป็นต้น

contact01

เหล็กเส้นกลม 12 มม. 4 หุน

เหล็กเส้นกลม 12 มม.

เหล็กเส้น 4 หุน 

เหล็กเส้น 12 มม. เป็นเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้าง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มม. มีคุณภาพตามมาตรฐาน SR24 มีน้ำหนัก 0.616 กก./เมตร และมีความยาวมาตรฐาน 10 เมตร และ 12 เมตร

ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง : 12 มม.
ความยาว : 10 เมตร และ 12 เมตร
น้ำหนัก : 0.616 กก./เมตร
มาตรฐาน มอก.

เหล็กเส้นกลม 12 มม. สามารถใช้งานได้ดังนี้:

• ใช้สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป ที่ไม่เน้นงานยึดเกาะ เช่น งานกลึงหัวน็อตต่าง ๆ
• ใช้ผูกหรือเชื่อมเป็นตะแกรงไวร์เมช สำหรับเทพื้นคอนกรีต ไวร์เมช  12 มม.

contact01

เหล็กเส้นกลม 9 มม. เหล็ก 3 หุน

เหล็กเส้นกลม 9 มม. เหล็ก 3 หุน (Round Bars steel 9 mm.)

เหล็กเส้นกลม 9 มิลลิเมตร
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง : 9 มม.
ยาว : 10 เมตร / 12 เมตร
คุณภาพ : SR24 เหล็กเต็ม โรงใหญ่
มาตรฐานมอก. : 20-2543

เหล็กเส้นกลม 9 มม. เป็นเหล็กเส้นสำหรับใช้ในงานก่อสร้าง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม. มีคุณภาพตามมาตรฐาน SR24 มีน้ำหนัก 4.99 กก./เส้น และมีความยาวมาตรฐาน 10 เมตร หรือ 12 เมตร


เหล็กเส้นกลม 9 มม. ใช้งานอะไรบ้าง

• ใช้สำหรับงานก่อสร้างที่รับแรงไม่มาก คล้ายกับเหล็กเส้นกลม 6 มม.
• ใช้ดัดทำเหล็กปลอกเสาและปลอกคาน หรือคอนกรีตเสริมเหล็กที่รับแรงไม่มากนัก เช่นเสาบ้านชั้นเดียวเป็นต้น
• ใช้ผูกหรือเชื่อมเป็นตะแกรงไวร์เมช สำหรับเทพื้นคอนกรีต (ไวร์เมช 9 มม.)
เป็นต้น

เหล็กเส้นกลม 9 มม. เหล็กเส้นกลม 9 มม.

เหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลม

contact01

เลือกเหล็กกล่อง สร้างโรงรถ

เลือกเหล็กกล่อง สร้างโรงรถ

สวัสดีครับ วันนี้ เราจะมาแชร์วิธีการเลือกเหล็กกล่อง เพื่อนำไปทำโรงรถกันครับ ด้วยความที่ผม มีแผนที่จะสร้างโรงรถ ซึ่งช่างแนะนำว่า จะใช้เหล็กกล่องเพราะใช้งานง่าย และมีความแข็งแรงที่เหมาะสม เราจึงเลือกใช้เป็นหล่องกล่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสา หรือคาน ซึ่งเหล็กกล่องนั้นเป็นที่นิยมในการใช้เป็นเหล็กโครงสร้าง เราจะพบเห็นได้ทั่วไป เช่น คาเฟต่างๆ โรงรถ ร้านค้าเล็กๆ หรือแม้กระทั่งบ้าน พัก ที่อยู่อาศัย

โดยโรงรถที่ทำมีขนาด 6×6 เมตร และไม่มีเสากลาง

ขนาดเหล็กกล่องที่ใช้สร้างโรงรถ
– เสา ใช้เหล็กกล่องขนาด 4″x4″ (4×4 นิ้ว)
– อะเส ใช้เหล็กกล่อง 4″x2″ (4×2 นิ้ว)
– จันทัน ใช้เหล็กกล่อง 3″x1.5″ (3×1.5 นิ้ว)
– แป ใช้เหล็กกล่อง 2″x1″ (2×1 นิ้ว)

ข้อดีของการใช้เหล็กกล่อง
– หาซื้อง่าย เหล็กกล่องสามารถหาซื้อได้ ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป
– มีหลากหลายขนาดให้เลือกใช้ ตามความเหมาะสม
– ใช้งานง่าย เหล็กกล่องสามารถตัดและเชื่อมได้ง่าย
– สามารถใช้เหล็กกล่อง ทำโครงสร้างทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องใช้เหล็กอื่นๆ

contact01

เหล็กเส้นกลม 6 มม. เหล็ก 2 หุน

เหล็กเส้นกลม 6 มม. เหล็ก 2 หุน (Round Bars steel 6 mm.)

เหล็กเส้นกลม 6 มิลลิเมตร
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง : 6 มม.
ยาว : 10 เมตร / 12 เมตร
คุณภาพ : SR24 เหล็กเต็ม โรงใหญ่
มาตรฐานมอก. : 20-2543

เหล็กเส้นกลม 6 มม. เป็นเหล็กเส้นสำหรับใช้ในงานก่อสร้าง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มม. มีคุณภาพตามมาตรฐาน SR24 มีน้ำหนัก 0.222 กก./เมตร และมีความยาวมาตรฐาน 10 เมตร หรือ 12 เมตร

เหล็กเส้นกลม 6 มม. ใช้งานอะไรบ้าง

• ใช้ทำปลอกเสา และปลอกคาน สำหรับงานก่อสร้างที่รับแรงไม่มาก
• ใช้ทำหนวดกุ้ง หรือทำตะแกรงเหล็กแทนไวร์เมช ไวร์เมช 6 มม. สำหรับเทถนน
• ใช้ทำเหล็กปลอก ขนาด 6 มม. เพื่อใช้ทำปลอกเสา ปลอกคานต่อไป
• ใช้ทำงานกลึงหัวน็อตต่างๆ

contact01

เหล็กเส้นพับ กับเหล็กเส้นตรง มีข้อแตกต่างกันอย่างไร

เหล็กเส้นพับ กับเหล็กเส้นตรง มีข้อแตกต่างกันอย่างไร

เหล็กเส้นพับ,เหล็กเส้นตรง

เหล็กเส้นตรงคือ เหล็กเส้นที่เป็นเส้นตรงๆ ไม่มีการพับครึ่ง ยาว 10 เมตร หรือ 12 เมตร
เหล็กเส้นพับคือ เหล็กเส้น 10 เมตร หรือ 12 เมตร ทำการพับครึ่ง เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง และการจัดเก็บ

เหล็กเส้นตรงและเหล็กเส้นพับ มีการใช้งานที่คล้ายคลึงกัน คือ เป็นวัสดุสำหรับงานโครงสร้าง การเสริมคอนกรีต และการผูกปูน แต่เหล็กเส้น

สำหรับการเลือกใช้งานเหล็กเส้นตรงหรือเหล็กเส้นพับควรดูเหตุผลเหล่านี้ประกอบ

1.การขนส่ง เหล็กเส้นพับขนส่งง่ายและสะดวกกว่าเหล้กเส้นตรง
2.หน้งานที่คับแคบ ไม่มีสถานที่ในการจัดกเก็บมากนัก มักจะใช้เหล็กเส้นพับ และเหล็กตรงก็จะมีค่าขนส่งแฝง ส่วนเหล็กพับจะขนส่ง เคลื่อนย้ายที่ง่ายกว่าเหล็กตรง
3.การนำไปใช้งาน เหล็กเส้นตรงสามารถใช้งานได้เลย แต่ถ้าเป็นเหล็กพับต้องนำไปดัดให้ตรงก่อนการนำไปใช้งานต่อไป

 

contact01

เหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์ คือชื่อเรียกของเหล็กที่มีหน้าตัดเป็นรูปตัวเอช (H) โดยส่วนที่เป็นปีกของเหล็กจะกว้างออกไปทั้งซ้ายและขวาจากแกนกลาง และมีความหนาเท่ากัน มีความแข็งแรงและทนทานสูง เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ใหญ่ๆ ใช้ทำเป็นเสา หรือคานของโครงสร้าง

ขนาดของเหล็กไวด์แฟรงค์

ขนาดของเหล็กไวด์แฟรงค์ มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับความกว้าง ความยาว และความหนาของปีกและแกน

| ชื่อ | ความกว้าง (มม.) | ความยาว (มม.) | ความหนา (มม.) | ความยาว (ม.) | น้ำหนัก (กก./เส้น) |
| — | — | — | — | — | — |
| WF150x75x5x7 | 150 | 75 | 5,7 | 6,9,12 | 84,126,168 |
| WF200x100x5.5×8 | 200 | 100 | 5.5,8 | 6,9,12 | 127.8,191.7,255.6 |
| WF300x200x9x14 | 300 | 200 | 9,14 | 6,9,12 | 392.4,588.6,784.8 |
| WF500x300x13x21 | 500 | 300 | 13,21 | 6,9,12 | 900,1350,1800 |


การใช้งานเหล็กไวด์แฟรงค์

เหล็กไวด์แฟรงค์ มีการใช้งานที่หลากหลาย และมีประโยชน์มากในงานโครงสร้าง เช่น
• เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นโครงสร้างเสาและคาน ที่สามารถรับแรงดันและแรงดึงได้ดี มีความแข็งแรงและทนทานสูง สามารถทำให้โครงสร้างมีความเสถียร สามารถรับน้ำหนักได้ดี

• เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นโครงสร้างอาคาร โรงงาน หรือสะพาน ที่ต้องการความแข็งแกร่ง มีการใช้เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นกรอบหลักของอาคาร หรือเป็นส่วนประกอบของสะพาน เช่นคานหรือเสา เป็นต้น

• เหล็กไวด์แฟรงค์ ใช้เป็นเหล็กโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างที่ต้องการความสวยงาม มีการใช้เหล็กไวด์แฟรงค์ เป็นวัสดุตกแต่งของอาคาร หรือเป็นส่วนของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์สวยงามและดูทันสมัย


contact01

เหล็กไวรอท

เหล็กไวรอท,
เหล็กไวร์รอท ,เหล็กวายรอท

เหล็กไวรอท หรือ เหล็กลวดคาร์บอนต่ำรีดร้อนกึ่งสำเร็จรูป (Low Carbon Steel Wire Rod) เป็นผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าชนิดคาร์บอนต่ำ นำไปรีดร้อนกึ่งสำเร็จรูป มีลักษณะหน้าตัดเป็นแบบกลม เป็นเส้นยาวที่ม้วนเป็นขด โดยลักษณะทั่วไปจะนำไปผลิตต่อด้วยการดึงเย็นเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น นำไปทำเป็นตะปู ลวดหนาม ลวดผูกเหล็ก ตะแกรง น็อต สกรู ลวดเชื่อม ลวดเสริมยางรถยนต์ เป็นต้น ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้เป็นเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต

เหล็กไวรอท มีส่วนผสมของธาตุคาร์บอนไม่เกิน 0.3% จึงทำให้มีความแข็งแรงและความเหนียวปานกลาง เหมาะสำหรับนำไปดึงเย็นเพื่อผลิตลวดเหล็กกล้า (Steel wire) ซึ่งนำไปใช้งานอย่างหลากหลาย

คุณสมบัติของเหล็กไวรอท

  • แข็งแรงและทนทาน: เหล็กไวรอทผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ จึงมีความแข็งแรงและทนทานต่อแรงดึงและแรงกระแทก
  • มีความยืดหยุ่น: เหล็กไวรอทมีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถรับแรงดัดโค้งได้ดี
  • น้ำหนักเบา: เหล็กไวรอทมีน้ำหนักเบา จึงสะดวกในการขนส่งและติดตั้ง
  • ราคาไม่แพง: เหล็กไวรอทมีราคาไม่แพง จึงคุ้มค่าต่อการใช้งาน

การผลิตเหล็กไวรอท

การผลิตเหล็กไวรอท เริ่มจากการนำเหล็กแท่ง หรือเหล็กบิลเล็ท (Billet) ซึ่งเป็นเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ มารีดร้อนด้วยอุณหภูมิประมาณ 800-900 องศาเซลเซียส เพื่อให้เหล็กแท่งอ่อนตัวลง จากนั้นจึงนำมารีดร้อนอีกครั้งด้วยอุณหภูมิประมาณ 1100-1200 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้ขนาดและรูปร่างที่ต้องการ จากนั้นจึงนำมาม้วนเป็นขด

การใช้งานเหล็กไวรอท

เหล็กไวรอทถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น

  • อุตสาหกรรมก่อสร้าง: นำไปทำตะปู ลวดหนาม ลวดผูกเหล็ก ตะแกรง น็อต สกรู ลวดเชื่อม ลวดเสริมยางรถยนต์ เป็นต้น
  • อุตสาหกรรมยานยนต์: นำไปทำชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ เช่น สปริง แหนบ โซ่ เป็นต้น
  • อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า: นำไปทำชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ คอยล์ เป็นต้น
  • อุตสาหกรรมอื่นๆ: นำไปทำอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ก่อสร้าง เป็นต้น

การเลือกซื้อเหล็กไวรอท

การเลือกซื้อเหล็กไวรอทนั้นจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน และก่อนซื้อก็ควรได้รับคำปรึกษาจากวิศวกรให้ดีก่อน เพราะการใช้เหล็กไวรอทนั้นต้องนำมารับน้ำหนักซึ่งหากซื้อผิดขนาด ผิดประเภทการใช้งาน ก็อาจจะทำให้รับน้ำหนักไม่ไหว

ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อเหล็กไวรอท มีดังนี้

  • ขนาดและน้ำหนัก: เหล็กไวรอทมีให้เลือกหลายขนาดและหลายน้ำหนัก ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
  • ชนิดของเหล็ก: เหล็กไวรอทส่วนใหญ่ผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนหรือเหล็กกล้าอัลลอยด์ เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อนมีความแข็งแรงและทนทานสูง เหมาะสำหรับงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม ส่วนเหล็กกล้าอัลลอยด์มีความแข็งแรงและทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะสำหรับงานที่ต้องสัมผัสกับสารเคมี
  • มาตรฐาน: เหล็กไวรอทควรเลือกซื้อเหล็กที่มีมาตรฐานรับรองคุณภาพ เช่น มอก. 1227-2539 ซึ่งจะกำหนดมาตรฐานในด้านคุณภาพของวัสดุ ความแข็งแรง ความทนทาน และการรับน้ำหนัก
  • ราคา: ราคาของเหล็กไวรอทจะแตกต่างกันไปตามขนาด น้ำหนัก ชนิดของเหล็ก และมาตรฐานของเหล็ก

โดยสรุป การเลือกซื้อเหล็กไวรอทควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้ได้เหล็กไวรอทที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับการใช้งาน


contact01